Powered by Spearhead Software Labs Joomla Facebook Like Button

newscms thaihealth c aetvxy123467

ประมาณ1 ใน 3 ของการจมน้ำเสียชีวิตของเด็กตลอดทั้งปี (จากข้อมูลกระทรวงสาธารณสุข) พบว่าในช่วง 10 ที่ผ่านมา (ปี 2551-2560) เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี จมน้ำเสียชีวิตในช่วงปิดเทอมใหญ่เฉลี่ย 334 รายต่อปี ส่วนในปี 2560 มีเด็กจมน้ำเสียชีวิต 708 ราย โดยเป็นการจมน้ำเสียชีวิตในช่วงปิดเทอมใหญ่ถึง 254 ราย และเด็กที่จมน้ำส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุ 5-9 ปี

"นอกจากนี้ (ข้อมูลการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค) พบว่าสาเหตุการจมน้ำในช่วงปิดเทอมใหญ่ เนื่องจากเด็กชวนกันไปเล่นน้ำกันเองตามลำพัง ดังนั้นเทศบาลนครตรัง จึงฝากความห่วงใย และฝากเตือนไปยังผู้ปกครอง ในช่วงปิดเทอมนี้ ให้ดูแลเด็กๆ อย่างใกล้ชิด อย่าปล่อยให้ชวนไปเล่นน้ำกันเองตามลำพัง แม้ว่าจะเป็นแหล่งน้ำใกล้บ้าน หรือแหล่งน้ำที่คุ้นเคย เพื่อป้องกันเด็กจมน้ำเสียชีวิต และสำหรับเด็กที่ต้องเดินทางหรือทำกิจกรรมทางน้ำ รวมทั้งผู้ที่ว่ายน้ำไม่เป็น แต่ต้องการลงเล่นน้ำคลายร้อน ควรสวมเสื้อชูชีพทุกครั้งเพื่อความปลอดภัย" นายเกรียงศักดิ์ กล่าว และว่า

ทั้งนี้ เมื่อพบคนตกน้ำ ต้องไม่กระโดดลงไปช่วย แม้จะว่ายน้ำเป็น เพราะอาจจะถูกกอดรัดและจมน้ำเสียชีวิตพร้อมกันได้ วิธีการช่วยให้ยึดหลัก 3 อย่างคือ 1. ตะโกน คือการเรียกให้คนมาช่วย และโทรแจ้งทีมแพทย์กู้ชีพ 1669 2.โยนอุปกรณ์ที่อยู่ใกล้ตัวเพื่อช่วยคนตกน้ำเกาะจับพยุงตัว เช่น เชือก ถังแกลลอนพลาสติกเปล่า ขวดน้ำพลาสติกเปล่า หรือวัสดุที่ลอยน้ำได้ โดยโยนครั้งละหลายๆ ชิ้น 3. ยื่นอุปกรณ์ที่อยู่ใกล้ตัวให้คนตกน้ำจับ เช่น ไม้ ผ้าขาวม้า ให้คนตกน้ำจับและดึงขึ้นมาจากน้ำ เพื่อความปลอดภัย

23 มีนาคม 2561 - ศูนย์การเรียนรู้ สสส.

newscms thaihealth c fghlmprw1247

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เผย สร้างคนไทยฉลาด สุขภาพดี ต้องเริ่มตั้งแต่ในครรภ์มารดา ย้ำ 2 ปีแรก หรือ 1,000 วันแรกของชีวิตเป็นช่วงเวลาทองที่สำคัญในการสร้างสมอง เน้น กิน กอด เล่น เล่า นอน เฝ้าดูฟัน ช่วยเด็กไทยพัฒนาการดี พร้อมเติบโตสมวัย แข็งแรง

           แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์รองอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า เด็กคืออนาคตที่สําคัญของประเทศที่ต้องได้รับการพัฒนาให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ การสร้างคนไทยคุณภาพจึงต้องเริ่มตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา คือ ตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิจนถึงอายุ 2 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาทองของเด็กที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาสมอง เพราะโครงสร้างสมองจะมีการพัฒนาสูงสุด ทั้งการสร้างเซลล์สมองและการเชื่อมโยงระหว่างเซลล์สมองเกิดเป็นโครงข่ายใยประสาทนับล้านโครงข่าย และการที่เซลล์สมองมีการเชื่อมต่อกันทำให้เกิดการสื่อสารระหว่างเซลล์อย่างมีประสิทธิภาพ มีผลต่อพัฒนาการทางสมองของเด็ก ส่งผลต่อการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพและมีคุณภาพชีวิตที่ดีนอกจากนี้ การเตรียมความพร้อมของสตรีก่อนตั้งครรภ์ระหว่างตั้งครรภ์และหลังคลอดเป็นเรื่องสำคัญยังเป็นตัวกำหนดสุขภาพและโรคในอนาคตได้อีกด้วยก่อนตั้งครรภ์อย่างน้อย 12 สัปดาห์กินวิตามินธาตุเหล็กและกรดโฟลิก สัปดาห์ละ 1 เม็ด รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่อุดมด้วยธาตุเหล็กและโฟเลทเช่น ตับ เนื้อสัตว์ ผักผลไม้เพื่อลดความเสี่ยงต่อความพิการแต่กำเนิดและมีส่วนสำคัญในการพัฒนาสมองและระบบประสาทของลูก ในระหว่างตั้งครรภ์และหลังคลอดไปจนกระทั่งเด็กอายุ 2 ปี ต้องให้ความสำคัญกับโภชนาการที่ดีตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิต คือ ช่วงที่อยู่ในท้องแม่ ช่วงเด็กอายุ 0-6 เดือน ช่วงเด็กอายุ 6 เดือนถึง 2 ปี แม่ควรกินอาหารที่ดีมีประโยชน์ให้หลากหลายครบ 5 หมู่ เช่น ปลา ตับ ไข่ ผัก ผลไม้ และนมสดรสจืด และกินวิตามินบำรุงที่มีไอโอดีน เหล็ก และโฟลิกทุกวัน เพราะหากขาดไอโอดีนลูกน้อยสมองพัฒนาไม่สมบูรณ์ไอคิวต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ดูแลฟัน ออกกำลังกาย นอนหลับวันละ 7-9 ชั่วโมงทุกวัน หลังจากนั้นจะต้องเลี้ยงดูและพัฒนาทักษะของเด็กโดยกระบวนการกระตุ้นผ่านกิจวัตรประจำวัน ในรูปแบบกิน กอด เล่น เล่านอน เฝ้าดูฟัน  

           แพทย์หญิงอัมพร กล่าวต่อไปว่าสำหรับการกิน คือ แม่ควรให้ลูกได้กินนมแม่อย่างเดียวถึง 6 เดือน และกินนมแม่ต่อเนื่องควบคู่กับอาหารตามวัย เน้นข้าว เนื้อสัตว์สลับตับ ไข่ ผัก ผลไม้ในปริมาณเพียงพอสัดส่วนเหมาะสมอาหารตามวัยบดละเอียดไปหยาบจนถึงอายุ 2 ปีขึ้นไป เพราะนมแม่มีสารอาหารที่สำคัญสำหรับการพัฒนาสมองซึ่งไม่มีอาหารใดเทียบได้ เด็ก 1-3ปี กินอาหารให้หลากหลายครบ 5 หมู่ในปริมาณเพียงพอสัดส่วนเหมาะสมเน้นกินปลา ตับ ไข่ นมส่วนการกอด พ่อแม่ควรกอดลูกทุกวันเพื่อให้เด็กรับรู้ว่าพ่อแม่รักและหวังดีเสมอ การอบรมเด็กต้องทำด้วยความรัก ความเข้าใจและใช้เหตุผล ไม่ใช้อารมณ์บังคับ ฝืนใจ ไม่ดุด่าให้ลูกกลัวและเสียกำลังใจ คอยให้คำแนะนำ พูดชมเชยและให้รางวัลถ้าลูกทำได้ดี ซึ่งรางวัลสำหรับเด็กเล็กเพียงแค่กอด หอมแก้ม ตบมือให้ เท่านี้เด็กก็ภูมิใจแล้ว เล่น คือ ตั้งแต่แรกเกิดพ่อแม่ควรพูดคุย เล่นส่งเสียง ร้องเพลงกับเด็ก ช่วงแรกเกิดถึงอายุ 6 เดือน ให้เลือกของเล่นที่มีเสียงและเป็นภาพ เด็กคว้าจับได้ อายุ 6 เดือนถึง 1 ปี ให้เด็กได้นั่งเล่นของเล่น เช่น บล็อกตัวต่อนิ่มหรือลูกบอลเล็ก อายุ 2-3 ปี ให้เด็กเล่นรูปต่อเป็นภาพ หุ่นมือ ตุ๊กตา หรือกระโดดปีนป่าย และเมื่ออายุ 3-5 ปี ให้ลูกได้เล่นกับเด็กคนอื่น ใช้จินตนาการเกี่ยวกับการดำรงชีวิตเล่า คือ พ่อแม่สามารถเล่านิทานให้ลูกฟังได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ หรือเมื่อเด็กอายุ 3 เดือนให้เริ่มเล่านิทานให้ฟังเป็นประจำทุกวันต่อเนื่องจนกระทั่งเด็กโต เลือกนิทานที่มีภาพน่ารัก รูปสัตว์ ใช้เสียงสูง ต่ำ หรือร้องเพลงประกอบขณะเล่า ควรเล่าให้จบเล่ม และเก็บหนังสือไว้ที่เดิมให้ลูกมองเห็นได้

         ทั้งนี้ เมื่อลูกเข้าสู่วัยเรียน พ่อแม่ ผู้ปกครอ“งต้องดูแลให้เด็กกินอาหารถูกหลักโภชนาการ จัดอาหารหลักให้เด็กกินให้ครบทั้ง 3 มื้อ ไม่เว้นมื้อใดมื้อหนึ่งโดยเฉพาะมื้อเช้า เพราะจะทำให้เด็กความจำดี พัฒนาสมอง และควรจัดอาหารให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกายเด็ก โดยใน 1 วัน เด็กควรกินข้าว/แป้ง 8 ทัพพี ผัก 4 ทัพพี ผลไม้ 3 ส่วน เนื้อสัตว์ 6 ช้อนกินข้าว นม 2 แก้ว ฝึกเด็กในการกินอาหารให้ตรงเวลา ไม่กินจุบจิบ ไม่กินขนมก่อนอาหารมื้อหลัก ส่งเสริมให้เด็กออกกำลังกายชนิดที่มีแรงกระแทกของข้อ เช่น กระโดดเชือก กระโดดยาง กระโดดตบ เล่นบาสเก็ตบอล โดยทำต่อเนื่องไม่น้อยกว่าครั้งละ 10-15 นาที ทุกวันๆ ละ 60 นาที หรือทำแบบสะสมเวลา ร่วมกับการนอนหลับสนิทอย่างน้อยวันละ 8-10 ชั่วโมง ลดปัจจัยเอื้อที่เป็นอุปสรรคต่อการนอนหลับ เช่น ไม่เล่นเกมก่อนนอน ไม่วางโทรศัพท์ไว้บนที่นอน หรือไม่เปิดทีวีทิ้งไว้ในห้องนอน เพื่อให้นอนหลับสนิท ซึ่งจะส่งผลต่อการหลั่งฮอร์โมนการเจริญเติบโต (Growth hormone) ที่สำคัญต่อการเจริญเติบโต การเพิ่มความสูง และควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆ ให้เป็นไปอย่างปกติ”แพทย์หญิงอัมพรกล่าว

          รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวในตอนท้ายว่า ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในการส่งเสริมให้ลูกฉลาด แข็งแรง เติบโตสมวัยคือ การเฝ้าดูแลสุขภาพช่องปากและฟันของลูกตั้งแต่ฟันซี่แรก เพราะหากเด็กมีปัญหาฟันผุจะสร้างความเจ็บปวด การติดเชื้อ และปัญหาการบดเคี้ยวอาหารส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็ก นอกจากนี้ การมีฟันผุหลายซี่ในปากมีความสัมพันธ์กับภาวะแคระแกร็นของเด็กและเด็กที่มีฟันน้ำนมผุมากจะมีแนวโน้มว่าฟันแท้จะผุมากขึ้นเช่นกัน เมื่อไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างทันท่วงที โรคจะลุกลามและสูญเสียฟันในที่สุด และอาการเจ็บปวดอาจทำให้ต้องหยุดเรียน ส่งผลกระทบต่อการเรียนด้วย

23 มีนาคม 2561 - ศูนย์การเรียนรู้ สสส.

newscms thaihealth c bcdeijlquv18

ตัวอย่างกรณีเด็กน้อยวัยขวบเศษที่ตกเป็นข่าวบนหน้าโซเชียล ที่ป่วยด้วยอาการปอดติดเชื้อเพราะสูดดมควันบุหรี่มือสองจากคนในบ้าน "ควันบุหรี่มือสอง" ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบทางร่างกายในวัยผู้ใหญ่เท่านั้น แต่มันจะทำร้ายสุขภาพไปถึงคนที่คุณรักภายในบ้านด้วย ควันบุหรี่เป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ที่ไม่มีระดับ "ปลอดภัย"

          ในการสัมผัสควันบุหรี่ประกอบด้วยสารเคมีมากกว่า 4,000 ชนิด และมากกว่า 60 ชนิดที่วงการแพทย์ระบุว่าเป็นสารก่อมะเร็ง

          องค์การอนามัยโลกประเมินว่า ปัจจุบันมีเด็กเกือบ 700 ล้านคน หรือครึ่งหนึ่งของประชากรเด็กทั้งโลก หายใจเอาอากาศปนเปื้อนควันบุหรี่ที่ลอยอยู่ในอากาศเข้าสู่ร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออยู่ในบ้าน และควันบุหรี่เป็นสาเหตุสำคัญของโรคระบบทางเดินหายใจติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นหลอดลมอักเสบ การเป็นหวัดบ่อยขึ้น และยังเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กที่เป็นโรคหืดอยู่แล้วมีอาการรุนแรงมากยิ่งขึ้นถึงร้อยละ 80 ซึ่งพบว่าเด็กเหล่านี้มีพ่อแม่ที่สูบบุหรี่

          นพ.สมเกียรติ ลลิตวงศา ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า "การที่ผู้ไม่สูบบุหรี่สูดเอาควันบุหรี่จากผู้สูบบุหรี่ซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกันเรียกว่า "การสูบบุหรี่มือสอง" และสามารถได้รับสารพิษอื่นๆ เข้าสู่ร่างกายเช่นเดียวกับผู้สูบบุหรี่ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินีตระหนักถึงอันตรายจากบุหรี่และควันบุหรี่ จึงได้จัดโครงการบ้านปลอดบุหรี่ และขยายเครือข่ายการรณรงค์โครงการบ้านปลอดบุหรี่ต่อเนื่องเพื่อเป็นศูนย์กลางในการให้ความรู้สู่ประชาชน พ่อแม่ ผู้ปกครอง ให้ตระหนักถึงอันตรายและผล กระทบของการได้รับควันบุหรี่ที่จะเกิดขึ้นกับเด็กทั้งในด้านความเสี่ยงปัญหาสุขภาพที่จะเกิดขึ้นและเน้นแบบอย่างของการไม่สูบบุหรี่ของพ่อแม่ ผู้ปกครอง ด้วยการรณรงค์ให้ "บ้านปลอดบุหรี่" และสนับสนุนให้โครงการบ้านปลอดบุหรี่ขยายไปยังโรงพยาบาลอื่นๆ ทั่วประเทศ ทั้งนี้เพื่อสุขภาพที่ดีของเด็กไทย"

          นอกจากประเด็นเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพโดยตรงจากพิษควันบุหรี่แล้ว พฤติกรรมการสูบบุหรี่ของสมาชิกในบ้านยังเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการพฤติกรรมสูบบุหรี่ในเด็กและวัยรุ่น หรือการเกิดนักสูบหน้าใหม่ คือ เด็กที่เติบโตในครอบครัวที่มีพ่อแม่หรือพี่น้องสูบบุหรี่ มากกว่าร้อยละ 90 จะกลายเป็นคนสูบบุหรี่ด้วย ถ้ามีพี่หรือน้องสูบบุหรี่ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่) จะเป็นความเสี่ยงของการสูบบุหรี่ในวัยรุ่นมากถึง 2.3 เท่า ถ้ามีพ่อหรือแม่สูบบุหรี่จะเป็นความเสี่ยงให้วัยรุ่นสูบบุหรี่เพิ่มขึ้น 62% (1.6 เท่าของคนที่ไม่ได้มีพ่อหรือแม่สูบบุหรี่) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กวัยรุ่นที่มีแม่สูบบุหรี่จะมีโอกาสที่จะมีพฤติกรรมการสูบบุหรี่เพิ่มขึ้น 2.2 เท่า

          แพทย์หญิงนัยนา ณีศะนันท์ ประธานโครงการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ขยายเครือข่ายในการรณรงค์ให้บ้านปลอดบุหรี่สู่ชุมชน กล่าวเพิ่มเติมว่า "ควันบุหรี่มือสองไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบทางร่างกายในวัยผู้ใหญ่เท่านั้น แต่รวมไปถึงทารกในครรภ์มารดา ซึ่งส่วนประกอบในควันบุหรี่มือสองสามารถผ่านรก (placenta) ไปยังทารกได้ สารที่มีความสำคัญคือ carbon monoxide และ nicotine จะมีผลเสียต่อการพัฒนาของสมองทารกและการเติบโตของทารกในครรภ์ เด็กในครรภ์จะมีโอกาสเกิดภาวะน้ำหนักตัวน้อย คลอดก่อนกำหนดหรือเสียชีวิตในครรภ์"

          ผลการสำรวจสถานการณ์การสัมผัสพิษควันบุหรี่ของเด็กที่มารับบริการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี และผลการรณรงค์ "บ้านปลอดบุหรี่" ให้กับผู้เลี้ยงเด็กที่นำผู้ป่วยเด็กมารับบริการในสถาบันสุขภาพเด็กฯ จาก 11 หน่วยงาน ระหว่างเดือน พ.ค.-ก.ย.2559 จำนวน 1,022 ครัวเรือน พบว่า 1 ใน 5 ของเด็กจากการศึกษานี้มีโอกาสได้รับควันบุหรี่มือสองในบ้าน และในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปีที่อาศัยอยู่ในบ้านเดียวกับสมาชิกในบ้านที่สูบบุหรี่ มีความเสี่ยงในการป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจส่วนบน (หวัด น้ำมูก ไอ เจ็บคอ) และอาการหอบเหนื่อย/ต้องพ่นยา เพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ พญ.นัยนาได้แนะวิธีป้องกันภัยลูกจากควันบุหรี่มือสองดังนี้

          1.บ้านควรเป็นที่ปลอดภัยของสมาชิกใน ครอบครัว เพื่อสุขภาพที่ดี ไม่สูบบุหรี่ในบ้าน ไม่สูบบุหรี่ในที่ใกล้เด็กหรือคนท้อง 2.การเจ็บ ป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี สัมพันธ์กับการที่มีสมาชิกในบ้านสูบบุหรี่ 3.การรณรงค์เรื่อง "บ้านปลอดบุหรี่" คือการปกป้องต้นทุนสุขภาพเด็กไทย.

          "ควันบุหรี่มือสองไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบทางร่างกายในวัยผู้ใหญ่เท่านั้น แต่รวมไปถึงทารกในครรภ์มารดา ซึ่งส่วนประกอบในควันบุหรี่มือสองสามารถผ่านรก (placenta) ไปยังทารกได้ สารที่มีความสำคัญคือ carbon monoxide และ nicotine จะมีผลเสียต่อการพัฒนาของสมองทารกและการเติบโตของทารกในครรภ์ เด็กในครรภ์จะมีโอกาสเกิดภาวะน้ำหนักตัวน้อย คลอดก่อนกำหนดหรือเสียชีวิตในครรภ์"

22 มีนาคม 2561 - ศูนย์การเรียนรู้ สสส.

newscms thaihealth c chjkmnptvx34

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ศึกษาพัฒนาผลิตภัณฑ์แบคทีเรียรูปแบบผงและ แบบอัดเม็ดกำจัดลูกน้ำยุง ทดสอบแล้วสามารถกำจัดลูกน้ำยุงชนิดต่างๆ ได้แก่ ยุงลายพาหะนำโรคไข้เลือดออก และซิกา ยุงลายสวนพาหะนำโรคไข้ปวดข้อและชิคุนกุนยา ยุงก้นปล่องพาหะนำโรคมาลาเรียได้อย่างรวดเร็ว และไม่เป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตอื่น

นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า โรคที่มียุงเป็นพาหะ เช่น โรคไข้เลือดออก ไข้ซิกา  โรคชิคุนกุนยา โรคมาลาเรีย เป็นโรคที่เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะโรคมาลาเรียนั้นมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา    ซึ่งแม่การะเกดแห่งบุพเพสันนิวาสได้แนะนำวิธีป้องกันโดยการปิดฝาภาชนะใส่น้ำต่างๆ เพื่อกันการเพาะพันธุ์ของยุงพาหะ และนอนกางมุ้งเพื่อป้องกันการถูกยุงกัด ส่วนในปัจจุบันพบว่ามีสถานการณ์การติดเชื้อมาลาเรียสูงบริเวณตามแนวชายแดน เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศ เป็นป่าเขาเหมาะแก่การเจริญเติบโตของยุงก้นปล่อง ซึ่งเป็นพาหะนำโรคไข้มาลาเรีย อันเกิดจากเชื้อพลาสโมเดียมชนิดต่างๆ  ซึ่งพบแพร่กระจายอยู่ในประชาชนบริเวณชายแดนที่มีการอพยพอยู่ตลอดเวลา โดยมีรายงานการดื้อยาของเชื้อนี้มาอย่างต่อเนื่อง  และล่าสุดองค์การอนามัยโลกได้ประกาศว่าพบการดื้อยาของเชื้อพลาสโมเดียม ฟัลซิปารัม ต่อยาอาร์ตีมิซินิน (Artemisinin) ซึ่งเป็นยาหลักที่ใช้ในการรักษามาลาเรียในพื้นที่ 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย, เมียนมาร์, ลาว, เวียดนาม และกัมพูชา โดยเฉพาะที่บริเวณชายแดน  ไทย–กัมพูชานั้น มีรายงานว่าพบเชื้อพลาสโมเดียม ฟัลซิปารัม ที่สามารถต้านยารักษามาลาเรียได้เกือบทุกชนิด เรียกว่า  “ซุปเปอร์มาลาเรีย” ซึ่งถ้าหากการดื้อยานี้แพร่กระจายไปสู่ส่วนอื่นๆ ของภูมิภาค ก็จะทำให้การควบคุมและรักษาโรคมาลาเรีย เป็นไปได้ยากมากขึ้นและโรคไข้เลือดออก โรคซิกาจากยุงลาย เป็นต้น

          กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จึงได้ทำการศึกษาข้อมูลยุงพาหะนำโรคมาลาเรีย ทั้งด้านชนิด, การแพร่กระจาย, ความหนาแน่นในพื้นที่ชายแดน จัดทำเป็นฐานข้อมูลในลักษณะของแผนที่ GIS เพื่อเป็นข้อมูล ในการควบคุมยุง อีกทั้งยังได้ศึกษาพัฒนาวิธีการควบคุมทางชีววิธี ในรูปแบบของผลิตภัณฑ์กำจัดลูกน้ำยุงรูปแบบผงและแบบอัดเม็ด    ซึ่งเป็นการนำสิ่งมีชีวิตมาควบคุมกำจัดลูกน้ำยุง โดยใช้แบคทีเรียกำจัดลูกน้ำยุงชนิด Bacillus thuringiensis var. israelensis (Bti) และ Bacillus sphaericus (Bsph) หลักการคือเมื่อลูกน้ำยุงกินแบคทีเรียเหล่านี้เข้าไป ผลึกโปรตีนที่อยู่ภายในเซลล์แบคทีเรีย จะก่อให้เกิดพิษกับลูกน้ำยุง พิษจะเข้าไปทำลายระบบทางเดินอาหารทำให้ลูกน้ำยุงตายอย่างรวดเร็ว ที่สำคัญผลึกโปรตีนนี้สามารถสลายตัวไปเองตามธรรมชาติและไม่เป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตอื่น ซึ่งแบคทีเรียทั้ง 2 ชนิดนี้ ห้องปฏิบัติการกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์สามารถผลิตได้อย่างครบวงจร หรือสามารถติดต่อ   ขอซื้อได้จาก บริษัท ทีเอฟไอ. กรีนไบโอเทค จำกัด ชื่อผลิตภัณฑ์ “มอสแท็บ (Mostab)” โทรศัพท์ 032-371357-8 ซึ่งได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ไปผลิตเชิงอุตสาหกรรม เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้โดยง่ายขึ้น

           “กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของชุมชนในการควบคุม ป้องกันโรคที่มียุงเป็นพาหะ ดังนั้นระหว่างทำการสำรวจและเก็บข้อมูลก็ได้ให้ความรู้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดนเกี่ยวกับยุงพาหะชนิดต่างๆ วิธีการป้องกันตัวเองจากการถูกยุงกัด การจัดการกับสภาพแวดล้อมไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง รวมทั้งแจกจ่ายผลิตภัณฑ์แบคทีเรียกำจัดลูกน้ำยุงอัดเม็ด  ที่ได้มีการทดสอบแล้วว่ามีประสิทธิภาพในการกำจัดลูกน้ำยุงชนิดต่างๆ ได้แก่ ยุงลายพาหะนำโรคไข้เลือดออกและซิกา ยุงลายสวนพาหะนำโรคไข้ปวดข้อและชิคุนกุนยา ยุงก้นปล่องพาหะนำโรคมาลาเรีย รวมทั้งยุงรำคาญ ” นายแพทย์สุขุม กล่าวเพิ่มเติม

23 มีนาคม 2561 - ศูนย์การเรียนรู้ สสส.

newscms thaihealth c cegkmrz35789

กรมสุขภาพจิตเผยไทยมี“เด็กดาวน์”เกิดใหม่ปีละ800 คน/ปีลดจากเมื่อก่อนปีละ1,000 คน ชี้หญิงตั้งครรภ์อายุมาก และหญิงที่ แท้งลูกบ่อยๆ มีโอกาสเสี่ยงสูง

ที่สถาบันราชานุกูล กทม. นาวาอากาศตรีนายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต เป็นประธานเปิดกิจกรรมเนื่องในวันดาวน์ซินโดรมโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 21 มี.ค. ทุกปี ในปีนี้เน้นในหัวข้อ “ดาวน์ดวงนี้ที่สร้างได้” โดย นาวาอากาศตรีนพ.บุญเรือง กล่าวว่า กลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม เป็นโรคทางพันธุกรรมไม่มียารักษา สาเหตุเกิดจากความผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 21 ทั่วโลกพบในเด็กเกิดใหม่ประมาณ 1 ต่อ 1,000 คน กว่าร้อยละ 80 เกิดจากแม่อายุ 35 ปีขึ้นไป ส่วนไทยมีหญิงให้กำเนิดลูกที่เป็นกลุ่มอาการดาวน์ปีละ 800-1,000 คน จากหญิงคลอดที่มีปีละประมาณ 800,000 คน คาดขณะนี้จะมีคนไทยอยู่ในกลุ่มอาการดาวน์ 70,000-80,000 คนทั่วประเทศ และจัดอยู่ใน1 ใน 8 ประเภทของผู้พิการไทย ทั้งนี้ หัวใจหลักของการดูแลจะเน้นที่การส่งเสริมพัฒนาการเพื่อให้เด็กช่วยเหลือตนเองได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข โดยเด็กสามารถมีพัฒนาการดีขึ้นได้ หากพ่อแม่กระตุ้นตั้งแต่ภายในขวบปีแรกและต่อเนื่องจนถึงอายุ 5 ขวบ

ทางด้าน พญ. มธุรดา สุวรรณโพธิ์ ผอ.สถาบันราชานุกูล กล่าวว่า เด็กดาวน์ซินโดรม จะมีพัฒนาการล่าช้ากว่าเด็กปกติประมาณ 2 ปี ซึ่งเด็กกลุ่มนี้สามารถพัฒนาศักยภาพไปได้เรื่อยๆ และสามารถไปโรงเรียนได้ บางคนสามารถเรียนจบในระดับปริญญาตรี ซึ่งต้องได้รับความร่วมมือจากผู้ปกครอง โดยส่วนมากจะเกิดจากคุณแม่ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป หรือคุณแม่ที่มีภาวะแท้งคุกคาม คือมีการแท้งบุตรติดต่อกัน 2 ครั้งขึ้นไป โดยมักเกิดในคุณแม่อายุ 40 ปีขึ้นไป แต่อย่างไรก็ตาม พบว่ามีเด็กดาวน์ซินโดรมที่เกิดจากคุณแม่ในวัยเจริญพันธุ์ได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม นอกจากสติปัญญาบกพร่องที่เกิดจากพันธุกรรมแล้ว ยังพบว่ามีปัจจัยภายนอกที่ทำให้ระดับสติปัญญาถดถอยลงไปอีก เช่น สังคมไทยเป็นสังคมเกษตรกรรมการที่แม่บางคนมีการสัมผัสสารพิษอยู่เรื่อยๆก็จะทำให้เด็กที่มีสติปัญญาบกพร่องอยู่แล้วมีสติปัญญาถดถอยลงไปอีก

ทั้งนี้ นอกจากพันธุกรรมแล้ว สิ่งสำคัญที่ทำให้เด็กเกิดมาเป็นดาวน์ซินโดรมเรื่องอายุก็เป็นส่วนสำคัญ โดยในหญิงทั่วไป จะมีโอกาส 1 ใน 1,000 คน หากมีพันธุกรรมมีโอกาสเกิด 1 ใน 500 คน และหญิงอายุ 40 ปีขึ้นไป มีโอกาส 1 ใน 100 คน ดังนั้น ยิ่งคุณแม่มีอายุมากและมีพันธุกรรมด้วยก็จะมีเสี่ยงมากไปอีก ซึ่งคุณแม่ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปหรือมีประวัติครอบครัว หรือมีประวัติการแท้งคุกคาม สามารถมาตรวจเลือดดูพันธุกรรมได้ว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหรือไม่ ซึ่งจะมีการแสดงตัวโคโมโซม หรือดีเอ็นเอให้เห็นว่าน้องมีความผิดปกติหรือไม่ ดังนั้นขอแนะนำว่าเมื่อรู้ว่าตั้งครรภ์ตั้งแต่ 3 เดือนแรกให้มาพบแพทย์หากแพทย์ หากพบผิดปกติสามารถเลือกจะให้น้องอยู่ต่อ หรือทำแท้งได้ตามกฎหมาย แต่โดยส่วนมากแล้วคุณพ่อคุณแม่มักจะเลือกให้น้องอยู่ต่อเพราะเกิดความผูกพันธ์ไปแล้ว ซึ่งเด็กดาวน์ซินโดรมเองเป็นเด็กที่มีความน่ารักในตัวสามารถพัฒนาได้ เพราะไม่ได้มีความบกพร่องมาก จะมีความบกพร่องในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง ส่วนในอนาคตมีแนวโน้มว่าจะลดลงเรื่อยๆ จาก 1,000 คนต่อปี ขณะนี้พบว่าเหลือ 800 คนต่อปี ซึ่งอาจมีผลจากการที่เด็กเกิดน้อยลง และการที่รัฐบาลให้ความสำคัญในการส่งเสริมการเกิดอย่างมีคุณภาพด้วย

ด้านการรักษาจะเน้นกระตุ้นพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็กให้สามารถทำงานได้ การพูด การเข้าสังคม และการให้การศึกษา ส่วนการให้ยาจะไม่ใช่ยารักษาอาการดาวน์ซินโดรม แต่จะเป็นยาที่รักษาบางอาการ เช่นจะใช้ในกรณีควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ยกตัวอย่าง เด็กที่ถูกทอดทิ้งจะมีภาวะซึมเศร้าได้มากกว่าเด็กปกติก็จะมียาคลายเศร้าให้ หรือ เด็กบางคนมีความพิการซ้ำซ้อน มีลมชักร่วมด้วยก็จะมียากันชักให้ ทั้งนี้ปัจจุบันสถาบันฯ มีการดูแลเด็กกลุ่มดังกล่าวประมาณ 8,000 คน สำหรับกลุ่มเด็กอาการดาวน์ที่ไม่สามารถเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ตั้งแต่วัยก่อนเรียน สถาบันฯได้จัดโปรแกรมฟื้นฟูทางการศึกษาในช่วงอายุ 6 ปีขึ้นไป แล้วส่งต่อให้สมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทยส่งเสริมให้ได้ทำงานในสถานประกอบการทั้งภาครัฐและเอกชนในปี 2561 นี้ ได้รับการจ้างงาน 1,039 อัตรา เพิ่มจากปี 2559 ที่มี 654 อัตรา

22 มีนาคม 2561 - ศูนย์การเรียนรู้ สสส.

งบแสดงฐานะทางการเงิน

IMAGE งบแสดงฐานะทางการเงิน ปี 2560
ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2560 1. งบแสดงฐานะทางการเงิน 30 ก.ย. 2560 2.... Read More...
IMAGE งบแสดงฐานะทางการเงิน ปี 2559
ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2559 1. งบแสดงฐานะทางการเงิน 30 ก.ย. 2559 2.... Read More...
IMAGE งบแสดงฐานะทางการเงิน ปี 2558
ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2558 1. งบแสดงฐานะทางการเงิน 30 ก.ย. 2558 2.... Read More...
IMAGE งบแสดงฐานะทางการเงิน ปี 2557
ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2557 1. งบแสดงฐานะทางการเงิน 30 ก.ย. 2557 2.... Read More...
IMAGE งบแสดงฐานะทางการเงิน ปี 2556
ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2556 1. งบแสดงฐานะทางการเงิน 30 ก.ย. 2556 2.... Read More...