Powered by Spearhead Software Labs Joomla Facebook Like Button

newscms thaihealth c cimoqrwxz178

อาหารจำพวกน้ำตาลเมื่อกินเข้าไปจะแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานที่ใช้ในร่างกายและถ้ามากไปจะถูกเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมในร่างกาย ดังนั้นการบริโภคน้ำตาลมากๆ ส่งผลให้มีน้ำหนักเกินอ้วนและทำให้เกิดโรคหรือปัญหาทางสุขภาพตามมา

วิธีการง่ายๆ ในการเริ่มลดการกินหวาน

1.พยายามไม่เติมน้ำตาลหรือลดหวานในอาหาร

2.หลีกเลี่ยงการกินขนมหวาน หันมาบริโภคผลไม้ที่มีรสหวานน้อย เช่น มะละกอ ส้มโอ สับปะรด

3.หลีกเลี่ยงการบริโภคเครื่องดื่มที่มีรสหวาน เช่น กาแฟ น้ำอัดลม

  ความหวานพบในอาหารเกือบทุกชนิด ทั้งในอาหารคาว หวาน และผลไม้ เช่น แกงกะทิ ขนมไทย เบเกอรี่ ขนุน ทุเรียน เงาะ เป็นต้น ซึ่งแฝงตัวอยู่ในรูปคาร์โบไฮเดรตโมเลกุลเดี่ยวและโมเลกุลคู่ ดังนั้น การเลือกรับประทานอาหารที่มีปริมาณมากน้อยของน้ำตาล จึงเป็นสิ่งสำคัญลำดับต้นๆ สำหรับการควบคุมและดูแลร่างกาย

หวาน มัน เค็ม...เท่าไรถึงพอดี

1.ใน 1 วัน ‘เด็ก’  ไม่ควรทานน้ำมันเกิน 65 กรัมหรือ 6 ช้อนชา, น้ำตาลไม่เกิน 4 ช้อนชา และเกลือ ไม่เกิน 2,400 มิลลิกรัม หรือ 1 ช้อนชา

2.ใน 1 วัน ‘ผู้ใหญ่’ ไม่ควรทานน้ำมันเกิน 65 กรัมหรือ 6 ช้อนชา, น้ำตาลไม่เกิน 6 ช้อนชา และเกลือ ไม่เกิน 2,400 มิลลิกรัม หรือ 1 ช้อนชา

 

19 กุมภาพันธ์ 2561 - ศูนย์การเรียนรู้ สสส.

newscms thaihealth c bglmnopstwy2

แพทย์ชี้โรคอัลไซเมอร์เริ่มแรกอาการไม่รุนแรง แต่ปล่อยไว้นานอาจประสาทหลอน อาละวาด แนะวิธีปฏิบัติตัวชะลอการเกิดโรค

          นายแพทย์ปานเนตร  ปางพุฒิพงศ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่าโรคอัลไซเมอร์คือภาวะสมองเสื่อมที่พบมากที่สุด เกิดจากการฝ่อตัวของสมอง ซึ่งส่งผลกระทบต่อโครงสร้างและการทำงานของสมองบริเวณนั้นๆ นอกจากนี้ยังพบว่าเส้นเลือดในสมองค่อยๆ ถูกทำลาย ส่งผลให้ประสิทธิภาพของเซลล์ประสาทลดลงและถูกทำลายทีละน้อย จนแพร่กระจายไปสู่สมองหลายๆ ส่วน โดยเฉพาะสมองที่ทำหน้าที่ควบคุมความคิด ความทรงจำ และการใช้ภาษา  อาการของโรคอัลไซเมอร์ในระยะเริ่มต้นจะเริ่มจากการหลงลืมที่ไม่รุนแรง เช่น ลืมบทสนทนาหรือเหตุการณ์ ที่เพิ่งเกิดขึ้น วางของในที่ที่ไม่น่าจะไปวางไว้ ทำอะไรซ้ำๆ หลายครั้ง อารมณ์แปรปรวน ระยะกลางคือผู้ป่วยจะยิ่งมีปัญหาด้านความทรงจำ จำชื่อของคนรู้จักไม่ได้ ทำกิจวัตรประจำวันที่มีหลายขั้นตอนได้ยากขึ้น ระยะสุดท้ายเป็นระยะที่อาการของโรครุนแรงมากขึ้น โดยมีอาการประสาทหลอน อาละวาด เรียกร้องความสนใจ น้ำหนักลด มีอาการชัก  บางครั้งอาการของโรคที่แย่ลงอย่างกะทันหัน อาจมีผลมาจากการใช้ยา การติดเชื้อ โรคหลอดเลือดในสมอง ทั้งนี้ปัญหาเกี่ยวกับความทรงจำอาจไม่ได้มีสาเหตุมาจากโรคสมองเสื่อมเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดขึ้นได้จากภาวะซึมเศร้า ความเครียด ผลข้างเคียงจากยารักษาโรค หรือปัญหาสุขภาพอื่นๆ ซึ่งแพทย์จะสามารถช่วยตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุของอาการที่เกิดขึ้นได้

          นายแพทย์ประพันธ์  พงศ์คณิตานนท์  ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ  กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การรักษาโรคอัลไซเมอร์ในปัจจุบันมีเพียงการใช้ยารักษาและการดูแลที่จะช่วยบรรเทาอาการด้านความคิดและพฤติกรรมของผู้ป่วยได้เพียงชั่วคราว หรืออาจช่วยให้พัฒนาการของโรคช้าลงได้ในบางราย โดยการดูแลรักษา ได้แก่

          1. การวางแผนดูแลผู้ป่วย โดยแพทย์ร่วมกับสาขาวิชาชีพอื่น ๆ ซึ่งจะมีการพูดคุยสอบถามถึงสิ่งที่ผู้ป่วยหรือผู้ดูแลอาจต้องการความช่วยเหลือ

          2. สร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับผู้ป่วย มีการปรับสภาพแวดล้อมในการใช้ชีวิต รวมทั้งการสร้างนิสัยและกิจวัตรประจำวันที่ไม่จำเป็นต้องใช้การนึกหรือจำอาจทำให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น

          3. การออกกำลังกาย เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพและควรปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ โดยอาจให้ผู้ป่วยเดินเป็นประจำทุก ๆ วัน เพื่อปรับอารมณ์ให้ดีขึ้น สำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านการเดิน อาจขี่จักรยานอยู่กับที่หรือ ออกกำลังกายโดยนั่งบนเก้าอี้แทน

          4. การรับประทานอาหาร ควรเสริมด้วยน้ำปั่นจากผลไม้ผสมนมหรือโยเกิร์ตที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ มีแคลอรีสูง และอาจเพิ่มผงโปรตีนผสมลงไป หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน

          5. การใช้ยารักษา แพทย์จะสั่งจ่ายยาเพื่อช่วยบรรเทาอาการบางชนิดและชะลอการพัฒนาของโรค

          6. การบำบัดทางจิต โดยนักจิตวิทยา เช่น การกระตุ้นสมองช่วยปรับปรุงความสามารถด้านความทรงจำ ความสามารถทางภาษา และทักษะการแก้ปัญหา รวมทั้งการบำบัดด้วยการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม ดนตรีบำบัด ศิลปะบำบัด

          สาเหตุการเกิดโรคอัลไซเมอร์ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด จึงยังไม่มีวิธีป้องกันการเกิดโรค แต่ยังมีวิธีที่อาจช่วยชะลอการเริ่มต้นของโรคด้วยการปฏิบัติดังนี้ เลิกสูบบุหรี่ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หมั่นออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที ใน 5 วันต่อสัปดาห์ ควบคุมระดับความดันโลหิต และที่สำคัญควรฝึกการทำงานของสมอง เช่น อ่านหนังสือ เล่นดนตรี เล่นกีฬา เป็นต้น

19 กุมภาพันธ์ 2561 - ศูนย์การเรียนรู้ สสส.

newscms thaihealth c chjkpswxz149

          "หมูกรอบ" ทำมาจากหมูสามชั้น นำมาหมักกับเครื่องปรุงที่ใช้เกลือปรุงรส หรือซีอิ๊วต่างๆ แล้วนำไปทอดในน้ำมันท่วมๆ จนกรอบ เป็นอาหารที่หลายคนโปรดปรานเป็นพิเศษ ก็แหมมันอร่อยหนิใครจะไปอดใจไหวล่ะเนอะ แต่รู้หรือไม่ว่า หากเราบริโภคอาหารประเภทนี้เป็นประจำแล้วละก็ อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงต่อโรคภัยต่างๆ ได้เป็น 10 โรคเชียวล่ะ

          หมูกรอบเสี่ยงโรคอะไรบ้าง?

          1. โรคอ้วน และอ้วนลงพุง เพราะหมูกรอบทำมาจากหมูสามชั้นที่มีไขมันอิ่มตัวสูงรวมไปถึงการทอดด้วยน้ำมัน และน้ำมันเป็นกลุ่มอาหารที่ให้พลังงานสูงเช่นกัน ซึ่งหมูกรอบเปล่าๆ 100 กรัมให้พลังงานถึง 385-420 แคลอรี และมีไขมันถึง 30 กรัม โดยหากเป็นข้าวหมูกรอบพลังงานก็จะเพิ่มขึ้น เป็น 550-600 กิโลแคลอรี ดังนั้น เมื่อบริโภคน้ำมันเข้าไปก็จะทำให้มีโอกาสได้รับพลังงานเกิน หากรับประทานบ่อยๆ ทำให้เกิดโรคนี้ตามมาได้

          2. โรคกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ  หากผู้ที่มีภาวะอ้วน หัวใจจะทำงานหนักมากกว่าคนปกติ เพราะหัวใจจะต้องบีบตัวให้แรงขึ้นเพื่อส่งเลือดไปเลี้ยงให้เพียงพอทั่วร่างกายในระยะยาว จึงก่อให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติได้

          3. โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมองตีบตัน เนื่องจากน้ำมันที่ใช้ทอดหมูกรอบโดยส่วนมากแล้วจะใช้ไขมันที่มาจากน้ำมันปาล์ม หรือน้ำมันหมู อาจมีการใช้น้ำมันพืชบ้าง เช่นน้ำมันถั่วเหลือง ซึ่งน้ำมันปาล์มกับน้ำมันหมูจะมีไขมันอิ่มตัวสูง ข้อดีของน้ำมันในกลุ่มนี้คือสามารถทนต่อความร้อนได้ดีกว่าเพราะมีจุดหลอมเหลวที่สูงกว่า แต่ไขมันชนิดนี้ไม่ดีต่อสุขภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อหัวใจ ไขมันอิ่มตัวจะไปเพิ่มระดับของแอลดีแอลคอเลสเตอรอล หากมีคอเลสเตอรอลตัวนี้อยู่ในร่างกายมากจะทำให้เสี่ยงต่อโรคนี้ได้

          4. โรคมะเร็งตับ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก เพราะการที่น้ำมันผ่านความร้อนสูงโครงสร้างของน้ำมันจะเปลี่ยนแปลงไป เมื่อผู้ขายใช้น้ำมันสำหรับทอดซ้ำแล้วซ้ำอีกจะทำให้เกิดสารพิษขึ้นในน้ำมัน เช่น สารอะคริลาไมด์ที่มักพบในอาหารที่ทอด ซึ่งจากการศึกษาพบว่าเมื่อร่างกายได้รับสารอะคริลาไมด์สะสมจะก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งหลายชนิด

          5. โรคระบบทางเดินหายใจ และ โรคมะเร็งปอด ไอของน้ำมันที่ยิ่งทอดซ้ำ ยิ่งมีสารพิษโพลีไซคลิก อะโรมาติก โฮโดรคาร์บอนด์ (PAHs) ซึ่งเป็นสารประเภทเดียวกันกับที่พบในควันจากรถยนต์ ไฟจากการหุงต้ม หรือควันจากโรงงานอุตสาหกรรม เมื่อทอดอาหารจนน้ำมันร้อน ที่จุดหนึ่งไอน้ำมันจะระเหยอยู่ในอากาศ เมื่อสูดเข้าไปในร่างกายแล้วก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคของระบบทางเดินหายใจ และมะเร็งปอดได้

          6.โรคไต เพราะความเค็มที่ได้มาจากการหมักหมู ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้เสนอว่าปริมาณสารอาหารที่เหมาะสมที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวันโดยที่เกลือไม่ควรเกิน 5 กรัม/วัน เท่ากับเกลือ 1 ช้อนชา (หรือเทียบได้กับปริมาณโซเดียมไม่เกิน 2,300 มิลลิกรัม/วัน) ข้าวหมูกรอบ 1 จานจะมีโซเดียมอยู่ที่ 700-1,000 มิลลิกรัม

          7. โรคเบาหวาน เพราะผู้ที่เป็นโรคอ้วนยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคดังกล่าวมากกว่าผู้ที่มีน้ำหนักปกติ และการรับประทานโซเดียมเยอะก็ยังเสี่ยงต่อโรคนี้ด้วย

          8. โรคความดันโลหิตสูง เนื่องจากในหมูกรอบมีโซเดียมสูงอาจนำมาซึ่งโรคดังกล่าวได้เช่นกัน อีกทั้งการทอดในน้ำมันซ้ำๆ จะทำให้เกิดสารพิษขึ้นในน้ำมัน เช่น สารโพลาร์ซึ่งเป็นตัวก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูงนั่นเอง

          ทั้งนี้ แล้วนั้นไม่ใช่ว่าจะต้องเลิกรับประทานหมูกรอบไปตลอดชีวิต แต่ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม 1 สัปดาห์ควรไม่เกิน 1-2 ครั้ง และเลือกรับประทานกับอาหารที่มีใยอาหารสูง เช่น ผักสด ผักต้ม แทนการกินหมูกรอบกับอาหารทอดอย่างอื่นหรือผัดน้ำมัน นอกจากนี้แล้วควรออกกำลังกายร่วมด้วยเพื่อช่วยลดไขมันสะสมที่จะทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมานั่นเอง

16 กุมภาพันธ์ 2561 - ศูนย์การเรียนรู้ สสส.

newscms thaihealth c bcimotvyz379

กระทรวงสาธารณสุข เร่งรัดยุติ “เอดส์และวัณโรค” ที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงอันดับ 1 ถึงร้อยละ 13-14  เร่งรัดค้นหาวัณโรค โดยการเอกซเรย์ปอดผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ทุกรายและรายเก่าที่มีอาการ  รวมทั้งทดสอบทางผิวหนังค้นหาวัณโรคแฝงเพื่อรีบรักษา

ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข,  นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค ประชุมการบริหารจัดการเชิงนโยบายเร่งรัดการดำเนินงาน เพื่อยุติปัญหาวัณโรคและเอดส์ ครั้งที่ 2/2561  เพื่อติดตามความก้าวหน้าการบูรณาการฐานข้อมูลโรค ความจำเป็นการในเอกซเรย์ทรวงอกประจำปีในผู้ติดเชื้อเอชไอวี และการให้ยาป้องกันวัณโรคในผู้ติดเชื้อเอชไอวี

ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข ให้ความสำคัญปัญหาการติดเชื้อวัณโรคในผู้ที่มีเชื้อเอชไอวี (เอดส์) เพราะประเทศไทยเป็น 1 ใน 14 ประเทศที่พบวัณโรคร่วมกับเอดส์สูง  ได้บูรณาการการดำเนินงานของสำนักโรคเอดส์ฯ และสำนักวัณโรค เพื่อยุติปัญหาวัณโรคและเอดส์ เนื่องจากวัณโรคเป็นโรคติดเชื้อฉวยโอกาสที่พบบ่อยที่สุด  1 ใน 3  ในผู้ป่วยเอดส์  เป็นเหตุให้เสียชีวิตมากที่สุด  โดยผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ป่วยเป็นวัณโรคจะมีอัตราการเสียชีวิตร้อยละ 13–14 หรือทุก 7 คนมีเสียชีวิต 1 คน ในขณะที่ผู้ติดเชื้อวัณโรคที่ไม่มีเชื้อเอชไอวีจะมีอัตราการเสียชีวิตเพียงร้อยละ 7  เท่านั้น ดังนั้นหากวัณโรคถูกวินิจฉัยและเริ่มการรักษาที่รวดเร็ว จะลดอัตราการเสียชีวิต ลดโอกาสการแพร่กระจายเชื้อวัณโรคในชุมชน รวมทั้งการค้นหาผู้สัมผัสร่วมบ้านรวดเร็วจะช่วยยับยั้งการแพร่กระจายเชื้อวัณโรคป้องการระบาดในวงกว้างได้สำเร็จ 

ด้าน นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สิ่งที่ต้องเร่งรัดดำเนินการเพื่อยุติเอดส์และวัณโรค มี 2 เรื่องสำคัญคือ การพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารเพื่อบูรณาการเชื่อมโยงให้เป็นโปรแกรมเดียว ข้อมูลชุดเดียวกันลดความซ้ำซ้อนของการบันทึกข้อมูล  รวมถึงให้มีคืนข้อมูลให้พื้นที่ได้ใช้ประโยชน์โดยประสานกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติอย่างใกล้ชิด และการเอกซเรย์ในผู้ติดเชื้อเอชไอวี เพื่อคัดกรองวัณโรค รวมทั้งการรักษาวัณโรคที่แฝงตัวอยู่โดยยังไม่ปรากฏอาการ

สำหรับการดำเนินงานมีรายละเอียด ดังนี้ 1.คัดกรองวัณโรคด้วยการเอกซเรย์ปอดในผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ทุกราย ประมาณ 28,000 รายต่อปี 2.สำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายเก่า จะเอกซเรย์ผู้ที่มีอาการไอผิดปกติ  มีไข้  น้ำหนักลด เหงื่อออกผิดปกติกลางคืน รวมทั้งเป็นผู้สัมผัสใกล้ชิดวัณโรค 3.ค้นหาวัณโรคแฝงในผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ ด้วยการทดสอบทางผิวหนัง  หากให้ผลบวกจะรักษาทันที   ในปี 2561 นำร่องดำเนินการคัดกรองวัณโรคแฝงด้วยการทดสอบทางผิวหนัง ในโรงพยาบาล 31 แห่งและเรือนจำ 58 แห่ง โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทุนโลกและสำนักวัณโรค ในอนาคตจะผลักดันการทดสอบและรักษาวัณโรคแฝงเข้าชุดสิทธิประโยชน์ต่อไป

19 กุมภาพันธ์ 2561 - ศูนย์การเรียนรู้ สสส.

newscms thaihealth c gjklrtwx2489

กรมอนามัยแนะ 40 ไม้ประดับ ช่วยดูดสารพิษ มาตรการเสริมร่วมป้องกันฝุ่นละออง

นพ.ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวถึงกรณีบางพื้นที่มีค่าปริมาณฝุ่นละอองขนาด 2.5 ไมครอนเกินกว่ามาตรฐาน ว่า กรมฯ ได้รวบรวมไม้ประดับที่เป็นตัวช่วยในการดักจับสารพิษได้บางส่วน ถือเป็นตัวเสริมที่ทำร่วมกับมาตรการป้องกันฝุ่นละอองอื่นได้ดี เพราะไม้ประดับหลายชนิดสามารถดูดสารพิษในสิ่งแวดล้อมได้ โดยไม้ประดับจะดึงดูดจุลินทรีย์ให้มาอยู่บนหรือรอบๆ ราก และย่อยสลายโครงสร้างอินทรีย์สารที่ซับซ้อนได้ อีกทั้งใบของต้นไม้ยังสามารถดูดซับสารอินทรีย์ที่เป็นก๊าซและย่อยหรือถ่ายโอนของเสียไปยังรากเพื่อใช้เป็นอาหารสำหรับจุลินทรีย์

นพ.ดนัย กล่าวว่า ไม้ประดับที่ช่วยดูดสารพิษที่แนะนำมีประมาณ 40 ชนิด และเป็นพืชที่สามารถหาได้ในประเทศไทย ได้แก่ 1.หมากเหลือง 2.จั๋ง 3.ออมทอง 4.กล้วยแคระ 5.คริสต์มาส 6.กุหลาบหิน 7.ลิ้นมังกร 8.หางจระเข้ 9.สนฉัตร 10.เยอบีร่า 11.เบญจมาศ 12.ไทรย้อยใบแหลม 13.ซุ้มกระต่าย 14.ปาล์มใบไผ่ 15.เดหลี 16.ปาล์มไผ่ 17.พลูด่าง 18.บอสตันเฟิร์น 19.เขียวหมื่นปี 20.สโนว์ดรอบ 21.มรกตแดง 22.หนวดปลาหมึก 23.สาวน้อยประแป้ง 24.โกสน 25.ยางอินเดีย 26.สับปะรดสี 27.ไทรใบเล็ก 28.วาสนาอธิษฐาน 29.ประกายเงิน 30.เศรษฐีเรือนใน 31.ไอวี 32.แววมยุรา 33.เข็มริมแดง 34.ฟิโลหูช้าง 35.ฟิโลเซลลอม 36.ฟิโลใบหัวใจ 37.หน้าวัว 38.เสน่ห์จันทร์แดง 39.กล้วยไม้พันธุ์หวาย และ40.สิบสองปัน

16 กุมภาพันธ์ 2561 - ศูนย์การเรียนรู้ สสส.

งบแสดงฐานะทางการเงิน

IMAGE งบแสดงฐานะทางการเงิน ปี 2560
ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2560 1. งบแสดงฐานะทางการเงิน 30 ก.ย. 2560 2.... Read More...
IMAGE งบแสดงฐานะทางการเงิน ปี 2559
ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2559 1. งบแสดงฐานะทางการเงิน 30 ก.ย. 2559 2.... Read More...
IMAGE งบแสดงฐานะทางการเงิน ปี 2558
ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2558 1. งบแสดงฐานะทางการเงิน 30 ก.ย. 2558 2.... Read More...
IMAGE งบแสดงฐานะทางการเงิน ปี 2557
ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2557 1. งบแสดงฐานะทางการเงิน 30 ก.ย. 2557 2.... Read More...
IMAGE งบแสดงฐานะทางการเงิน ปี 2556
ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2556 1. งบแสดงฐานะทางการเงิน 30 ก.ย. 2556 2.... Read More...